[Au.fic.] THE CATCH SKYLARK MISSION 「D18」 >>[31]

posted on 09 May 2012 09:05 by indigomist  in TCSM-last-updated
 
 
 
  
 
  

Title : THE CATCH SKYLARK MISSION <ภารกิจรักมัดใจพ่อนกน้อย>



Author : IndigoMist


Pairing : [D18] 8059? 8069? 6980? 5927? 6927? 2769?

Rating : PG – 15 

 

 

warning : ระวัง...  ผลพวง (จากพันธะสัญญา) ตอนที่ 1 (?)

 

Note : ห่างหายไปนาน =v=;;;  แต่ก็น๊า... 5555 เอากลับมาลงต่ออีกตอนแล้วค่ะ ยังมีใครอยู่แถวนี้บ้างไหมนะ ได้ข่าวว่าหลายๆ คนกำลังใกล้เปิดเทอมกันเสียด้วย บ้างก็เตรียมจะปิดเทอม ฮาาา ปลายเทอมนี่มันชุลมุนดีแท้ (ก่อนตอบเม้นท์ต้องย้อนกลับไปอ่านตอนที่แล้ว เพราะจำไม่ได้ว่าคอมเม้นท์พูดถึงอะไรในเรื่องบ้าง)

 

//โดนชกหน้าหงาย

 

#1 By Diletto_H

โว้วๆๆๆๆๆๆ พลาดไปสารภาพรักกับดีโน่ซะแล้วเคียวยะจ๋าาาาาาา~ 

นี่ดีนะที่เฮียโน่เค้าหูไว -_______-! ไม่งั้นทึ่มไปอีกนาน!!!!!แน่ มันแค่เป็นสิ่งยืนยันว่าโน่ไม่ได้คิดไปเองว่าน้องเขาชอบ > <

อุอุ.................... ถ้าเฮียโน่ไม่หวงเกินไป............... อืมอืม 
ให้ลูกน้องคิดงั้นไปมันก็ถูกต้องแล้วล่ะค่ะ!!!!!!!!! ไม่งั้นลมหึงจะแรงขนาดนี้เหรอออออออออ แรงมวากกก


ว่าแต่...................เฮียโน่วววววววววววววววววววววววววว 
จะเล่นตุกติกอีกแล้วเร้อออออออออออออออออออออออออออออ 
ตุกติกของเฮียมันพินาศมาหลายรอบแล้วนะคะเออ = =!!!!!! ถึงกับพินาศเลยทีเดียว XD

อูวๆ รอตอนต่อไปนะจ้าาาาาาาาาาาาาาา ม... มาต่อแล้วค่าาาา =v=;;


 

#2 By HoniiMonzy

แอร๊ยยย ตรงบรรทัดสุดท้ายนี้.... 
เหมือนเห็นชะตาชีวิต(ที่สั้นลง)ของพี่โน่กลายๆ ....555555+ สั้นจุ๊ดจู๋เลยทีเดียว จะเคี้ยวหญ้าอ่อนนี่มันไม่ง่ายอย่างที่คิดเลยนะเออ XD

และแล้วน้องเคียวก็พลาดท่าไปอยู่ในรังของพี่โน่จนได้ //โบกธงๆๆ พลาดโครมเบ้อเริ่ม แต่ท่าทางน้องเคียวจะไม่หวั่น (หรือเปล่า?)
แต่ลึกๆ ก็แอบสะใจพี่โน่นะ 
คงแบบ.. กว่าจะง้อให้น้องลงได้ขนาดนี้ เหนื่อยเอาการเลยอ้าดิ ~ เหนื่อยมากกก

ละตอนนี้พี่โน่คงเป็นบอสที่ถูกทำร้ายล้างทางภาพพจน์โดยลูกแมวตัวน้อยเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว 
เป็นพาร์ทที่รู้สึกสะใจ + สมน้ำหน้าพี่โน่ จริงๆ 
ฮาจริงจังตอนโดนน้องฮิถวายถีบนี่.. ถ้าลูกน้องรู้เอ็งจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนหนอ กรั่กๆๆ รู้สึกว่าเราจะชอบแกล้งโน่เหมือนกันใช่หรือเปล่าเนี่ย XD

แต่ก็แอบเชียร์อยู่ละเน้อ 
อิอร้างกันเร็วๆ นะจ่ะ 

ไอที่ว่าจะพิสูจน์ตัวเองนี่ก็.. ให้มันอัพขึ้นนะพ่อคุณ (กลัวโดนหลอก -*-) 


Thanks ไรเตอร์มากๆ นะค้าที่เอามาให้อ่าน จุ๊บๆๆ >3< ขอบคุณที่อุตส่าห์ตามมาหลายตอนเหมือนกันค่ะ


 

#3 By นูนู่@Papytan 

ละเมอสารภาพรักไปแล้ว!! ใจละเมอแบบเพ้อๆ ~  #อะไรเอ็ง
พี่โน่นาเลือดร้อนได้เรื่อง 
นี่รู้หรือยังนะว่ากำลังแข่งกับตัวเองquestion น่าจะไม่รู้ 5555


 

#4 By F.I.N.

หนูเคียวซึนแตกเพราะไข้ขึ้น! สารภาพรักไปแว้ววววว!!!  เรียบร้อยยย

ในที่สุดก็ตกลงมาอยู่กินกันแล้วสินะคะ ท่าทางงานนี้โน่จะเหนื่อยอีกนาน 
หนูเคียวคงไม่อยู่เป้นนกน้อยในกรงทองหรอก แมวพยศแน่ๆงานนี้ ดื้อสุดๆ แต่ก็น่ารักด้วยน๊าาา น่าจับตีมาก 5555

พี่โน่ก็ปราบแมวพยศดีๆล่ะ open-mounthed smile ถึงเฮียจะวางแผนพยศเองก็ตาม...แต่อย่าเผลอพยศมากซะลูกแมวดิ้นหลุดไปได้ล่ะ งานนี้ต้องระวังให้มากเลย =^^=

 

 

#5 By OnimizU

น้องฮิเมาไข้แล้วซึนแตก... รู้สึกว่าฝ่ายเสียเปรียบจะเป็นโน่นา.. มีลูกแมวอยู่ใกล้ๆแบบนี้จะเป็นฝ่ายหน้ามืดก่อนรึเปล่า.. 
ที่ถูกมองว่าขึ้หวงขนาดหนัก ก็ไม่ได้ผิดจากความจริงเท่าไหร่นา.. เดี๋ยวก็รู้ว่าจะมืดหรือไม่มืด แต่มันแย่จริงๆ เลยเน้อ~  :P 55555

ต่อจากนี้จะเป็นแผนการทำให้เสะมาเป็นทาสโดยน้องฮิแหงเลย... 
แต่ทิ้งท้ายตอนนั่น..พี่โน่จะทำอะไรน่ะ จะทำแต่(ตอนนี้)ยังไม่ได้ทำ แผนการมีขึ้นมีลงตามแต่โอกาส > <

คิดถึงฟิคเรื่องนี้ คิดถึงคนแต่งด้วย  คิดถึงคนอ่านเหมือนกัน //กอด


 

#6 By TWINs

ลุ้น..ลุ้นตั้งนาน พอไข้กิน ก็ยอมเพ้อ(?)ออกมาจนได้! *^* สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แบบนี้เท่ากับโน่ทำให้สารภาพจนได้ใช่ไหมนะ

สุดท้ายด้วยเงื่อนไขแปลกๆที่ดูยังไงดีโน่ก็ได้เปรียบมากกว่า ก็ทำให้ตกลงปลงใจอยู่กิน(?) ด้วยกันจนได้นะ! โน่น่าจะได้เปรียบ แต่ถึงเวลาจริง เคียวยะจะพลิกสถานการณ์ได้ไหมยังต้องขับเคี่ยว(?) #ห๊ะ!

ขอให้ท่านฮิตัดสินใจเร็วๆละกัน เดี๋ยวนามิไม่มีคนดู~ (//ผิดประเด็น?) แต่อยู่ในกรงทองไปเรื่อยๆ ก็ไม่เลวนะ โน่จะได้ไม่เหนื่อยตามดูแล #ใช่เรอะ!


 

#7 By chaste-child

อ่านแล้วแอบฮาเงียบๆ 
คุณเคียวยิ่งซีนเท่าไร พี่โน่ยิ่งอึดเท่านั้น เพราะเรานั้นคู่กันสวรรค์สร้าง Undecided
ยิ่งพี่โน่อึดมากขึ้นเท่าไร คุณเคียวยิ่งซึนมากขึ้นเท่านั้น...confused smile โอ... ใช่แล้ว ตาต่อตา ฟันต่อฟัน 
เชียร์พี่โน่ค่า... 
ไหนๆ คุณเคียวก็หลุดปากบอกรักไปแล้ว..สู้ สู้  งานนี้พี่โน่สู้ขาดใจ =^^=


 

#8 By Aniya*

ม-ม-ม--- มาแล้วววววววcry 

เรื่องนี้แหละที่รอคอยมานานนนนนนน เหลือเกินนนนนนนนน นานมากกกก แล้วพออัพเสร็จก็หายจ้อยยย ขอโทษค่าาา
ขอโทษที่เม้นช้านะค้า เพราะว่านิยะไปทำธุระหลายวันไปหน่อยน่ะนะ ฮ่าๆๆ ทางนี้ก็ธุระปะปังนานเหมือนกัน กว่าจะบิ้วอารมณ์เขียนต่อได้

ชอบตอนละเมอสุดๆแล้ว คิดถึงพี่โน่คนเดิม.... ตกลงที่พี่แกไปปล้ำเขานี่ เคียวยะยังให้โอกาสพิสูจน์ใหม่ จริงๆแล้วเป็นคนใจดีแปลกๆ จริงๆ ฮ่าๆ เคียวยะออกจะใจดีนะ Money mouth แต่... ทำโน่ช้ำตลอด ไม่สิ เคียวยะก็น่าสงสารเหมือนกันนะ 

ที่ว่าเก็บ นี่.แล้วที่บอกว่าคนอื่นถามหายามะจังนี่คือ? embarrassed อย่าบอกว่ากำจัดไปแล้วน๊ะ!!! wink wink wink wink wink กำจัดให้พ้นทางไปเรียบร้อย แต่จะไปอยู่ไหนนี่ต้องรอดู 

ตอนแรกนี่ถ้าไม่เล่าเรื่องเมื่อคืน นึกว่าเคียวยะทำอะไรพี่โน่ เอวเจ็บด้วย ฮ่าๆ..(นึกว่าจะสลับตำแหน่ง กะจะประท้วงอยู่เลย กร๊ากกกกก) 18D ก็มีคนชอบนะ แต่ไม่ใช่เรา #แป่วว

หลังจากนี้อย่าทำร้ายเคียวยะอีกละ พี่โน่!!!! พิสูจน์นี่เคียวยะอุตส่าห์ยอม เพราะว่ารักเขาละสิ ใช่มั้ยจ้ะ? ที่ว่าพยศนี่ ขอให้มันรอบคอบหน่อย ไม่งั้นหลังจากนี้ เคียวยะคงไม่ยอมดีด้วยแล้ว... น่าสงสารเคียวจังงงง!!!! ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม พี่โน่กำลังวางแผนการร้าย(?)อยู่

ต่อไวไว ต่อไวไว รักเวฟซังจังเลยยยย อร๊าาาาา แต่เค้ามาช้า(ไปมาก) ยังจะรักอยู่ไหมนี่ 55555 //กลิ้งหลบ


 

#9 By Icece

ตกลง"เก็บ"จริงหรอคะ? ไม่จริงน่า ขึ้นอยู่กับเก็บที่ไหนล่ะน๊าาา 
อย่างยามะไม่ตายง่ายๆหรอก มันต้องเนียนหนีมาได้สักทางนั่นแหละค่ะ sad smile 
คนอื่นก็ไม่น่าจะกลับไปง่ายๆขนาดนั้น 
บางทีเพื่อนรัก(?)อย่างมุคุ(?)อาจจะหาทางช่วยอยู่ก็เป็นได้(??) เดี๋ยวก็รู้ =v=;;

ฮาโรมาริโอ้ cry 
เคียวยะหน้ามืดหรือเปล่านี่ไม่รู้ แต่ที่รู้ กดใครไม่เป็นแน่ๆ (//โดนกระทืบ) เป็นนะ กดโน่ให้จมดินใต้ฝ่าเท้างามๆ ไง > <

ส่วนโน่ จะแอบเถียงไปทำไมกันคะ? 
ก็หวงปานนั้นจริงๆนั่นแหละ sad smile ชาวบ้านเขาลือกันให้แซ่ด เถียงไม่ได้เลยโน่

ขอโทษที่เม้นต์ช้าค่าาา เรียนหนักมากเลย T T สู้ๆ ค่าา ทางนี้ก็หนักเหมือนกัน เลยมาอัพช้าด้วย


 
 


[31]

 

 

 

 

... ถ้าต้องอยู่ในสภาพนี้ นายยังจะทนอยู่ร่วมห้องกับฉันได้หรือเปล่า...

 

 

.............................................................

 

.........................................

 

  ... แล้วถ้าต้องอยู่กันแบบนี้ คุณยังจะทนอยู่ในห้องกับผมได้ไหม...

 

...................

 

.....

 

 

.

 

“อะไรน่ะ?”

 

 

ฮิบาริถามขึ้นมาเมื่อเห็นสิ่งที่อีกฝ่ายยื่นมาให้ ไม่ใช่ว่าไม่รู้จัก แต่เขาไม่เข้าใจว่าส่งมาให้เขาทำไม เด็กหนุ่มมองของตรงหน้านิ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนที่ยื่นมันลงมา

 

 

“เสื้อให้นายเปลี่ยนไง” ดีโน่ตอบคำถามง่ายๆ ด้วยคำตอบง่ายๆ เช่นเดียวกัน และนั่นทำให้ฮิบาริขมวดคิ้วมุ่นไม่พอใจในคำตอบ จนอีกฝ่ายต้องอธิบายเพิ่มขึ้นมาอีก “ก็ที่นี่ไม่มีชุดไซส์นายนี่นา ใส่ของฉันไปก่อนก็แล้วกันนะ”

 

 

... จะเขินอาย ประหม่าหรือหัวเสียก็ว่ามา

 

แต่ถ้าให้ดี... ช่วยโกรธฉันแล้วเดินหนีไปนอกห้องเลยจะดีกว่ามาก...

 

 

ไม่ว่าจะทางไหนชายหนุ่มผมทองก็คิดว่าเขาได้เปรียบ แม้แผนแกล้งให้เผลอลืมตัวผิดสัญญาจะไม่เป็นผล แต่ขอเพียงฮิบาริยังอยู่ในห้องกับเขาในชุดที่เลือกให้... อย่างไรก็ถือเป็นอาหารตาอาหารใจชั้นเยี่ยม

 

 

... ดีไม่ดี เขินมากๆ อาจจะทนไม่ไหว หนีไปก่อนก็ได้

 

 

โบราณว่า ยิงทีเดียวได้นกสองตัว

 

แต่เขาค่อนข้างมักน้อย... ขอตัวเดียวไว้กินนานๆ ก็แล้วกัน...

 

 

ท่าทีหมายมั่นแปลกๆ ที่ฉายทางแววตากับคำพูดนั้นทำให้ฮิบาริที่เพิ่งจะฟื้นไข้นึกปวดหัว เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเป็นเพราะไข้ที่ยังไม่หายดีหรือเพราะเสื้อตรงหน้านี้กันแน่ ในเมื่อมันมีแค่เสื้อจริงๆ

 

 

... ทีชุดนอนยังมีไว้ให้ แล้วทำไม...?

 

แกล้งกันชัดๆ ไอ้โรคจิตนี่...

 

 

“ชุดในกระเป๋าของผมอยู่ที่ไหน” เด็กหนุ่มเลิกคิดเรื่องขุ่นอารมณ์ที่คาใจ แล้วหันมาถามหาข้าวของส่วนตัวที่นำไปเที่ยวทะเลในวันหยุดที่ผ่านมา ถึงไม่มีเวลาเตรียมของให้เขาใหม่ แต่อย่างน้อย เขาก็น่าจะยังมีชุดของตัวเองติดมาด้วย

 

 

ชายหนุ่มเจ้าของบ้านชะงักไปเล็กน้อยเมื่อฟังคำถามนั้น แต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นจริงๆ ก่อนจะส่งคำตอบกลับไป “เดี๋ยวจะให้คนเอามาให้ ตอนนี้ใส่นี่ไปก่อนนะ ไม่อย่างนั้น…”

 

 

ดีโน่ทิ้งท้ายเอาไว้พลางยื่นหน้าเข้าไปหาคนที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยให้ได้ยินเบาๆ

 

 

“ก็ไม่ต้องใส่อะไรเลย”

 

 

....................................................................................................

 

 

สายลมเย็นๆ พัดผ่านมายังสวนหลังโรงเรียนที่ร่มรื่นไปด้วยแมกไม้เขียวขจี เวลาพักกลางวันที่ได้ยินเสียงวี้ดว้ายของเหล่านักเรียนหญิงดังมาเป็นระยะๆ กลับไม่ได้ทำให้คนที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้หลังโรงเรียนรู้สึกดีขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย

 

 

มุคุโร่เอนหลังพิงต้นไม้ต้นเดิมที่เคยคุ้นพลางเขี่ยอาหารในกล่องไปมาอย่างเลื่อนลอย นัยน์เนตรต่างสีหันไปจ้องมองใบไม้ที่ไหวเอนไปตามคลื่นลมก่อนจะตัดสินใจเก็บอาหารของตน แม้จะทานไปได้เพียงน้อยนิด

 

 

“ฮิบาริคุง... ยามาโมโตะคุง...”

 

 

... นี่มัน... เกิดอะไรขึ้น...

 

 

ตั้งแต่คืนวิปโยคของชีวิตคืนนั้น ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป มุคุโร่ไม่รู้ว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ที่ไม่เข้าใจยิ่งกว่าคือในตอนเช้า หลังจากที่ยามาโมโตะขอคุยกับฮิบาริเป็นการส่วนตัว ทั้งคู่ก็หายไป กว่าเขาจะนึกได้ว่าบางทียามาโมโตะอาจจะถือโอกาสสารภาพรักริมทะเล เหล่าลูกน้องของดีโน่ก็เข้ามาไล่ให้ขึ้นรถเตรียมตัวกลับ

 

 

กลับ... โดยที่สมาชิกไม่ครบ

 

 

แม้จะเพียรถาม แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ บรรยากาศที่บอกไม่ถูกว่าคืออะไรตลบไปทั้งคันรถ แม้แต่รุ่นน้องอย่างซาวาดะ สึนะโยชิและโกคุเดระ ฮายาโตะที่คล้ายจะมีเรื่องในใจเช่นกันต่างก็เลิกครุ่นคิดเรื่องของตนชั่วคราว แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครกล้าซักไซ้เอาคำตอบอีก

 

 

“คึหึหึ อย่างนี้น่ะมันแย่จริงๆ” ดวงตาสองสีหลุบลงต่ำ รู้สึกหนาวเหน็บอย่างไม่เคยเป็น โรงเรียนยังคงเต็มไปด้วยเสียงหยอกล้อและคำทักทาย ชีวิตป๊อปปูล่าของเขาก็ดำเนินต่อไปเหมือนเช่นเคย ทุกคนยังเหมือนเดิม แต่...

 

 

“โรงเรียนที่ไม่มีพวกคุณน่ะ... มันไม่สนุกเอาซะเลยล่ะครับ”

 

 

.............................................................

 

.........................................

 

...................

 

.....

 

 

.

 

 

... อย่างนี้มันไม่สนุกเลยนะ...

 

 

“นั่งดีๆ หน่อยสิเคียวยะ” ดีโน่ที่อดรนทนมานานเอ่ยติงขึ้นเบาๆ พลางลอบมองปฏิกิริยาของอีกฝ่ายไปด้วย ก่อนจะต้องหงุดหงิดใจเมื่อผู้ที่ถูกดุนั้นเอ่ยเรียบราวไม่รู้เรื่องรู้ราว

 

 

“ผมนั่งไม่ดียังไง”

 

 

... ถามมาได้...

 

 

ชายหนุ่มผมทองสวนกลับอยู่ในใจ รู้สึกขุ่นเคืองอยู่ไม่น้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังโกรธไม่ลง เนตรสีอำพันชำเลืองมองไปยังผู้ที่เพิ่งฟื้นไข้ ซึ่งนั่งอยู่บนเตียงก่อนจะตวัดสายตากลับมาอย่างรวดเร็ว

 

 

เพราะขืนช้ากว่านี้ เขาอาจจะทำอะไรโง่ๆ ลงไปได้

 

 

ท่าทางนั้นเรียกเอารอยยิ้มบางๆ จากร่างเล็กบนเตียงให้เผยขึ้น แต่น่าเสียดายนักเพราะผู้ซึ่งเป็นสาเหตุไม่อาจมองเห็น เมื่อดีโน่กำลังก้มหน้าก้มตาเช็ดตู้เล็กๆ หลังหนึ่งภายในห้องอย่างเอาเป็นเอาตาย ราวจะหาเลขเด็ดก็ไม่ปาน

 

 

... เสี่ยงไปหน่อย แต่ก็สนุกดี

 

สมน้ำหน้า...

 

 

“ทำไมล่ะ ในเมื่อที่นี่ไม่ใช่ที่บ้าน เพราะฉะนั้นไม่ต้องมีระเบียบกฎเกณฑ์มากนักหรอก ไหนว่าจะยอมตามใจผมไง” ฮิบาริเอ่ยขึ้นราวไม่ใส่ใจ ก่อนจะนั่งชันเข่าในท่วงท่าที่สบายขึ้น อ่านหนังสือและละเลียดขนมที่ดีโน่หามาให้อย่างสบายอารมณ์

 

 

“…”

 

 

ฟังคำนั้นแล้ว ดีโน่ถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่นึกขุ่นเคืองตัวเองที่ยื่นดาบให้อีกฝ่ายไปถึงที่ ชายหนุ่มลอบมองไปยังคนที่นั่งเอนกายอ่านหนังสืออยู่บนเตียงโดยไม่ทุกข์ร้อน ก่อนจะไล่สายตาลงไปตามเรียวขาขาวที่พ้นชายเสื้อเชิ้ตออกมาดึงความสนใจไปเสียสิ้น

 

 

... ใจเย็นดีโน่

 

ให้ร้ายแค่ไหน แต่นกน้อยก็ยังอยู่ในกรง

 

อย่าผลีผลามไป...

 

 

คิดแล้วก็ให้ยิ่งเจ็บใจ จริงอยู่ที่ฮิบารินั้นไม่ได้โกรธหรือเดินหนี แต่ดีโน่นั้นคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าแผนสำรองจะล่มไม่เป็นท่าไปด้วย แม้จะดูลังเลและกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้างในครั้งแรก แต่เมื่อตั้งตัวได้ อาหารตาอาหารใจของเขาก็กลายเป็นอาหารมีพิษไปเสียแล้ว

 

 

ที่คิดจะแกล้งมองให้เขินอายจนทนไม่ได้ กลับกลายเป็นเขาที่ไม่กล้าแม้จะเบนสายตากลับไปเผชิญ

 

 

“นี่... ชั้นตรงนั้นยังไม่ได้เช็ดเลยนะ” เด็กหนุ่มว่าพลางปรายตามองไปยังชั้นวางของอีกชั้นภายในห้อง ซึ่งดีโน่ก็ตกใจรีบวางมือจากตู้ที่เช็ดอยู่ ก่อนจะผวารีบไปดูให้ทันที แต่ยังไม่ทันจะได้ลงมือทำความสะอาด ฮิบาริก็เอ่ยขึ้นเบาๆ

 

 

“ตอนเย็นอยากได้ข้าวต้ม”

 

 

“เอ๋?” แต่ถึงจะเบาแค่ไหน แต่ในห้องที่มีเพียงสองชีวิตนั้น ดีโน่ก็ทันได้ยินอย่างชัดเจน ชายหนุ่มระบายยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยอย่างใจดี “ข้าวต้มร้อนๆ ก็ดีนะ จะได้คล่องคอ แล้ว... ข้าวต้มอะไรดี”

 

 

... หมอนี่รู้?...

 

 

ฮิบาริเบนสายตาไปยังอีกฝ่ายทันที ก่อนจะหน้าร้อนวูบเมื่อสบเข้านัยน์ตาสีอำพันงดงามที่จ้องมองมาก่อน ดวงเนตรสีนิลจึงรีบหลุบลงไปสนใจหนังสือในมือแทน

 

 

“กุ้ง” เด็กหนุ่มเอ่ยเบาๆ พอให้ได้ยิน ไม่ต้องถามอะไรเพิ่มเติม ดีโน่ก็พอจะเข้าใจ เสียงทุ้มตอบรับเบาๆ เช่นกัน ก่อนจะลอบยิ้มอ่อนๆ ด้วยนึกเอ็นดูท่าทีเมื่อครู่

 

 

“เดี๋ยวจะสั่งห้องครัวให้”

 

 

... ท่าทีนั้นซื่อตรงกับใจผู้เป็นเจ้าของมากกว่า

 

ถึงจะไม่ได้เอ่ยคำรักออกมาตรงๆ หรือต่อให้เพียงครู่เดียวที่เผลอไผล

 

แต่มันช่วยเติมเต็มความมั่นใจแก่เขา

 

 

ขอบใจนะ เคียวยะ...

 

....................................................................................................

 

 

“รุ่นที่สิบคิดอะไรอยู่หรือครับ” โกคุเดระถามขึ้นมาเบาๆ เมื่อเห็นเพื่อนสนิทเดินออกจากโรงเรียนเงียบๆ ดูไม่ร่าเริงนัก

 

 

สึนะพยักหน้ารับคำถามนั้นก่อนจะนิ่งไปเล็กน้อยคล้ายกำลังคิดหาคำพูดที่สามารถบอกความรู้สึกของตัวเองได้ดีที่สุด “อืม นายว่าช่วงนี้มันเงียบๆ ไปไหมนะ”

 

 

ทั้งที่โรงเรียนก็ยังเหมือนเดิม แต่ทำไมจึงได้รู้สึกเงียบเหงานัก จนถึงตอนนี้สึนะก็ยังไม่เข้าใจ วันนี้เขายังไม่ได้พบฮิบาริ เคียวยะ อาจจะผิดหวังไปบ้าง แต่ปกติแล้วเขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องพบให้ได้ทุกวันจนถึงกับขาดไม่ได้

 

 

ทั้งที่เป็นอย่างนั้น แต่กลับไม่สบายใจเอาเสียเลย

 

 

ท่าทีสลดไม่สดใสเหมือนเช่นเคยนั้นทำเอาเด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีเงินต้องหลบตา ใช่ว่าจะไม่รู้สึกถึงบรรยากาศแปลกประหลาดนี้ แต่เขาก็เพียงไม่อยากจะนึกถึงนัก หลังเลิกเรียนวันนี้เขาไปทำความสะอาดโรงยิมเพียงคนเดียว เพราะพาร์ทเนอร์ที่ต้องช่วยกันทำนั้นไม่ได้มาโรงเรียน

 

 

... อุตส่าห์จะไปด่าที่หนีงาน แต่กลับไม่มาซะได้...

 

 

แม้ไม่อยากจะยอมรับนัก แต่เขาก็อดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่าอีกฝ่ายหายไปไหนกันแน่ ลำพังฮิบารินั้นเป็นไปได้ว่าอาจจะกลับพร้อมดีโน่เหมือนตอนที่ไป แต่ทำไมยามาโมโตะจึงไม่กลับมาพร้อมกันกับพวกเขา มีเหตุผลอะไรที่คนของดีโน่จะไม่บอกพวกเขาว่ายามาโมโตะหายไปไหน แล้วทำไมต้องขาดเรียน... พร้อมฮิบาริ

 

 

... หมอนั่นได้กลับบ้านแน่หรือเปล่า...

 

 

“ก... ก็ออกจะปกติดีนี่คร้าบบบ” แม้จะติดใจสงสัยสักเพียงไหน แต่สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็มีเพียงทำให้เพื่อนของเขาสบายใจไปก่อนเท่านั้น โกคุเดระจึงฝืนทำตัวยิ้มให้ร่าเริงเหมือนดังปกติ

 

 

“มีผม มีรุ่นที่สิบ เพื่อนในห้องก็อยู่ครบ เรียนไปเล่นไป สนุกดีออกนี่ ใช่มั้...”

 

 

เสียงที่ฝืนปั้นแต่งนั้นแผ่วเบาลงจนขาดช่วงทั้งที่ยังพูดไม่ทันจบ เมื่อดวงตาสีมรกตได้เห็นว่าเพื่อนของตนนั้นทำหน้าหมอง และหงอยเหงาเช่นไร

 

 

“รุ่นที่สิบ~”

 

 

“สองคนนั้นน่ะ... หายไปไหนกันแน่นะ” สึนะถามขึ้นมาลอยๆ อย่างครุ่นคิด แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้

 

 

เมื่อไม่เห็นว่าจะหลบเลี่ยงประเด็นนี้ไปได้ ในที่สุดโกคุเดระก็ตัดสินใจเอ่ยปลอบให้สบายใจแทน “อย่างเจ้าฮิบาริคงไม่ขาดเรียนนานหรอกครับ นี่แค่สองวันเอง เดี๋ยวพรุ่งนี้มันก็คงจะมาตรวจคนทำผิดระเบียบเหมือนเดิมนั่นแหละครับ”

 

 

... ใช่แล้ว อาจจะแค่ไม่สบายไปก็ได้...

 

 

โกคุเดระบอกกับตัวเองไปเช่นนั้น เขาไม่ได้ห่วงฮิบารินักแต่ก็ต้องคิดในแง่ดีเอาไว้เพื่อตัวสึนะ ส่วนคนที่หายไปอีกคน แม้ไม่อยากจะคิดถึง แต่เด็กหนุ่มก็หวังว่าจะกลับมาโดยเร็วเช่นเดียวกัน

 

 

... ฉันก็แค่ไม่อยากนั่งทำงานคนเดียวเท่านั้นล่ะน่า!!...

 

 

เด็กหนุ่มโวยวายกับตัวเอง ก่อนจะหันไปยิ้มให้คนที่คลายสีหน้ากังวลลงได้บ้างแล้ว

 

 

“นั่นสินะ” สึนะรำพึงเบาๆ พยายามจะไม่คิดมากให้วุ่นวายใจนัก

 

 

... แค่สองวันเอง อาจจะไม่สบายเพราะเพิ่งกลับจากทะเลก็ได้...

 

 

“ถ้าพรุ่งนี้สองคนนั้นยังไม่มา พวกเราไปเยี่ยมกันนะโกคุเดระ” สึนะว่าอย่างให้กำลังใจตัวเอง ซึ่งอีกฝ่ายก็รีบรับคำ

 

 

“ครับ... แต่ตอนนี้รีบกลับกันเถอะครับ เดี๋ยวจะได้เวลาอาหารเย็นแล้ว”

 

 

“อื้อ!! เย็นนี้คุณแม่จะทำอะไรให้ทานนะ”

 

 

.............................................................

 

.........................................

 

...................

 

.....

 

 

.

 

 

“หิวหรือยังเคียวยะ” ดีโน่เอ่ยถามพลางจัดถาดอาหารที่เพิ่งยกมาวางบนโต๊ะ อาการของฮิบาริเริ่มดีขึ้นตามลำดับอย่างนี้ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี หากไม่นับเรื่องที่ทำตัวล่อแหลมและชอบแกล้งเขา ก็ถือว่าทำตัวดี ว่าง่ายอยู่ไม่น้อย

 

 

... หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็คงจะดี...

 

 

“ข้าวต้มกุ้งตามที่สั่งกำลังร้อนๆ เลย นายยังเจ็บคออยู่หรือเปล่า” ชายหนุ่มว่าพลางหันไปบอกคนที่กำลังมีสีหน้าไม่ค่อยจะดีนักบนเตียง แม้ว่าไข้จะลดลงไปแล้ว แต่เหมือนว่าอาการข้างเคียงจะยังไม่หายขาด มิหนำซ้ำฮิบาริยังไม่ยอมปริปากบอกเขาเลย

 

 

ในครั้งแรกนั้นเขาก็ไม่ค่อยจะแน่ใจนัก เพราะท่าทางที่ดูค่อนข้างปกติที่เจ้าตัวแสดงออก หรืออย่างน้อยก็พยายามจะแสดงออก บวกกับนิสัยไม่พูดมากต่อประโยคยาวๆ โดยไม่จำเป็นด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เขาไม่สามารถบอกได้ในทันทีว่าสิ่งที่คิดนั้นถูกต้องหรือไม่... จนถึงตอนนี้ ตอนที่อาการของฮิบาริเริ่มทรุด และแสดงให้เห็นเด่นชัด

 

 

... เพราะความมั่นคงของเสียงที่เริ่มทรงไว้ไม่อยู่...

 

 

“เอาข้าวต้มปลา” เสียงที่แหบพร่าไปเล็กน้อยนั้นว่า ก่อนเจ้าตัวจะทำท่าคล้ายระคายคอ

 

 

“แต่...”

 

 

ดีโน่พยายามจะแย้ง แต่ก็ต้องชะงักไปเมื่ออีกฝ่ายยังฝืนสั่ง “เปลี่ยนใจแล้วไม่ได้หรือไง ตอนนั้นก็ส่วนตอนนั้นสิ  จะขัดใจเหรอ”

 

 

... ไม่น่ารักเลยจริงๆ

 

ก็แค่อยากจะถ่วงเวลา เพราะไม่อยากกินอะไรผ่านคอที่กำลังเจ็บไม่ใช่หรือไง

 

แน่นอนว่าผลพลอยได้ก็คือ การได้แกล้งเขา...

 

 

“ได้ๆ” ชายหนุ่มรับคำอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจนัก เนตรสีอำพันมองคนเอาแต่ใจอย่างเป็นกังวล ทั้งเรื่องสีหน้าที่กำลังทรมานและเรื่องความสัมพันธ์ที่มี

 

 

... ดูเหมือนจะว่าง่าย และก็แอบดื้อเงียบ หาเรื่องแกล้งเขาได้เรื่อยๆ...

 

 

“นายไม่เป็นไรแน่นะ” ดีโน่ถามเพื่อความแน่ใจก่อนจะออกไปเปลี่ยนอาหารมาให้ ซึ่งฮิบาริก็ทำเพียงปรายตามองก่อนจะตอบรับสั้นๆ พร้อมพยักหน้าเบาๆ อย่างว่าง่าย

 

 

“อื้อ”

 

 

ดูคล้ายจะสิ้นฤทธิ์ แต่ดีโน่นั้นกลับคิดว่าเป็นเพราะอีกฝ่ายไม่อยากจะต่อความยาวให้ลำบากตัวเองเสียมากกว่า

 

 

... แต่ขยันหาเรื่องเอาแต่ใจแกล้งเขาได้อย่างนี้

 

คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง...

 

 

ชายหนุ่มร่างสูงคิดก่อนจะมองชามข้าวต้มกุ้งที่แสนน่ากินอย่างเสียดาย นึกสงสารแม่ครัวของบ้านขึ้นมารำไร หากว่าเจ้าตัวแสบของเขายังหาเรื่องแกล้งเขาให้เดินไปเดินมาอย่างนี้เรื่อยๆ แม่ครัวของเขาคงต้องลมจับเพราะต้องเตรียมของวันละหลายๆ ตลบแน่

 

 

“แหม ป้าก็ว่าแล้วเชียว” เสียงแม่ครัววัยกลางคนว่ามาเช่นนั้นแม้จะยืนอยู่หน้าหม้อข้าวต้มที่เริ่มส่งกลิ่นหอม สองมือจับเครื่องปรุงหลายรายการโยนลงหม้ออย่างกระฉับกระเฉง

 

 

“ต้องขอโทษจริงๆ ครับ” ดีโน่ว่าพลางก้มหัวให้น้อยๆ คล้ายขอลุแก่โทษ แต่คนที่กำลังคนหม้อข้าวต้มอยู่กลับหัวเราะราวรู้ทัน

 

 

“ถามจริงๆ เถอะค่ะ อย่ามาหลอกป้าเลย” เสียงผู้เป็นแม่ครัวประจำบ้านว่าพลางมองคุณหนูของบ้านที่บัดนี้เติบโตเป็นชายหนุ่มที่ใครๆ ต่างก็ก้มหัวให้ด้วยความยำเกรง

 

 

“ทะเลาะกันอยู่ใช่ไหมคะ”

 

 

ฟังคำนั้นแล้วดีโน่ก็ได้แต่ทำหน้ายุ่ง ให้คำตอบแก่ตัวเองไม่ได้เหมือนกัน แม้แต่เขายังไม่รู้เลยว่าอย่างนี้จะเรียกทะเลาะกันหรือเปล่า แต่บางทีอาจจะใช่ก็ได้ เพราะถึงขนาดแม่ครัวที่ถูกส่งมาดูแลเรื่องอาหารให้คนที่นี่ยังทักท้วง ทั้งที่เธอไม่ได้รู้เรื่องอะไรของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย

 

 

บางทีนั่นอาจจะเป็นสิ่งที่คนภายนอกเห็นก็ได้  

 

 

“ลำบากแย่เลยนะคะถูกแกล้งแบบนี้ ท่าทางจะเอาแต่ใจไม่เบาเสียด้วย แต่คุณหนูของป้าก็ออกจะแสนดีขนาดนี้ สักวันเด็กคนนั้นจะต้องมองเห็นแน่ อย่าเพิ่งถอดใจไปนะคะ” เธอว่าพร้อมเลื่อนถาดอาหารชุดใหม่กลับมาให้

 

 

“แล้วก็... อย่ารุนแรงมากนักเลย คุณหนูคนนั้นยังเด็กอยู่เลยนะคะ”

 

 

“อ... ค... ขอบคุณครับ”

 

 

ดีโน่ไม่รู้จะสรรค์หาถ้อยคำใดที่ดีไปกว่านี้มาตอบรับ จึงได้แต่ยิ้มแห้งๆ กับกำลังใจและคำชี้แนะที่ถูกส่งมา รู้สึกเหมือนพลังใจจะกลับมาอีกมากโขในขณะที่เดินกลับไปยังห้องของตน มือหนาวางลงบนลูกบิดก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกเรียกพลังใจ ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะไม่ให้คนในห้องมาแผลงฤทธิ์เบี่ยงประเด็นได้อีก

 

 

แม้จะคิดเช่นนั้น แต่ยามที่เปิดเข้ามาเจอดวงตาหงอยเหงาของคนบนเตียงแล้ว หัวใจของเขาก็พลันหล่นวูบ แม้จะเพียงเสี้ยวนาทีที่เห็นก่อนจะจางหายก็ตามที

 

 

... เคียวยะทำหน้าอย่างนั้นทุกครั้งที่อยู่คนเดียวหรือเปล่า...

 

 

อยากจะถามนัก แต่กลับทำไม่ได้ สิ่งที่แสดงออกไปเมื่อสบกับดวงเนตรที่นิ่งเรียบนั้นจึงมีเพียง “ข้าวต้มปลาได้แล้ว นายคงไม่เปลี่ยนใจอีกหรอกนะ”

 

 

เขาว่าพลางถือชามข้าวต้มไปยังเตียงกว้างเมื่อเห็นท่าทีไม่ใส่ใจของอีกฝ่าย ฮิบาริสะบัดหน้าหนีเขา ไม่ว่าจะเพราะไม่อยากมองหน้าเขาหรือไม่อยากสนอาหารก็ตาม แต่เขาจะไม่ยอมปล่อยไปแน่

 

 

“ยื้อเวลาไปแค่ไหน ยังไงก็ต้องกินนะ ไม่งั้นจะหายได้ยังไง”

 

 

เสียงทุ้มว่าพลางเปิดฝาถ้วยให้กลิ่นข้าวต้มโชยออกมายั่วน้ำลาย ฟังเหตุผลที่เหมือนอีกฝ่ายจะรู้ทันนั้นแล้ว ฮิบาริก็แอบเบ้หน้า รู้สึกอยู่เหมือนกันว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดนั้นถูกต้องที่สุด ทั้งยังมีสังหรณ์รู้ด้วยว่าครั้งนี้ดีโน่คงไม่ยอมปล่อยให้ตนได้อาละวาดอีกแน่

 

 

เพราะแม้จะตามใจเขาแค่ไหน แต่คนเราก็ต้องมีข้อจำกัดของตน แม้จะเป็นพี่ดีโน่ที่แสนดีคนนั้นก็ยังเคยดุเขาจนหงอมาแล้ว โทษฐานที่ทำอะไรเป็นอันตรายแก่ตัวเอง

 

 

... คงต้องกินแล้วสินะ...

 

 

ฮิบาริคิดอย่างปลงตกด้วยไม่อยากจะมีเรื่องในตอนนี้ ตอนที่ไม่ว่าจะดูอย่างไรเขาก็ผิดเต็มประตู แต่ขณะที่คิดจะไปทานอาหารที่เลยเวลามาแล้วก็พลันนึกขึ้นได้ เด็กหนุ่มหันไปมองต้นตอของกลิ่นหอมที่อยู่ไม่ไกลนัก ก่อนจะพบว่าอีกฝ่ายไม่ได้จัดอาหารบนโต๊ะเหมือนเคย

 

 

“จะทำอะไรน่ะ” ฮิบาริฝืนลำคอที่ฝืดเฝือนถามเสียงเรียบเมื่อเห็นอีกฝ่ายนั่งอยู่ข้างเตียงพร้อมชามข้าวต้มที่กรุ่นควัน

 

 

“ป้อน”

 

 

“ทำไมต้องป้อน ผมกินเองได้” เด็กหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นเมื่ออีกฝ่ายตอบได้หน้าตาเฉย เขาไม่ได้ป่วยไข้จนถึงกับทานอะไรเองไม่ได้ แค่อ่อนแอถึงขนาดนอนซมไปเป็นวันนี่ก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว

 

 

“ฉันมีหน้าที่ดูแลนายนะ ฉันทำให้ได้ไม่ลำบากหรอก” ชายหนุ่มว่าพลางคนข้าวต้มในมือให้คลายร้อน ก่อนจะเอ่ยชักชวนราวกับไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งที่อีกฝ่ายพยายามแสดงให้เห็นว่าไม่ชอบใจ “ดูสิ กำลังร้อนๆ เลย เดี๋ยวจะชืดซะหมด”

 

 

ว่าแล้วก็ตักข้าวต้มมาบรรจงเป่าให้คลายร้อน ก่อนจะส่งมาให้คนที่ยังคงจ้องมานิ่งๆ ไม่ได้ตอบรับว่าอะไร เด็กหนุ่มเบนสายตามองดูอาหารตรงหน้าอย่างชั่งใจ รู้สึกราวกับความรู้สึกในใจกำลังตีกันจนวุ่นวาย

 

 

... ปฏิเสธไม่ได้ว่ารู้สึกดี แต่ทำไมถึงรู้สึกเหมือนมีบางอย่างบีบคั้นหัวใจจนเจ็บ

 

อยากอาละวาดทำลายความรู้สึกนั้น แต่ก็เหนื่อยเหลือเกิน

 

เขากำลังอ่อนแอใช่หรือเปล่า...

 

 

มือเรียวกำจนแน่น ฮิบาริเหลือบมองหน้าอีกฝ่ายอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจรับอาหารที่ถูกส่งมาให้อย่างเงียบๆ ไม่พูดอะไรสักคำ

 

 

“ร้อนเกินไปหรือเปล่า” ดีโน่ถามอย่างเอาใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายก้มหน้าก้มตาเคี้ยวอาหารไปเงียบๆ ทั้งยังไม่ยอมหันมามองเขา หัวใจเต้นตึกตักหวาดหวั่นเพราะบรรยากาศที่ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดีกันแน่

 

 

เวลาเพียงไม่กี่วินาทีนั้นดูราวจะแสนนาน จวบจนอีกฝ่ายส่ายหน้าเบาๆ นั่นเอง ดีโน่จึงรู้สึกราวกับเวลารอบข้างได้กลับมาเดินอีกครั้ง เขาถือว่านั่นคือคำตอบ ก่อนจะตักคำต่อไปส่งไปให้อีก คำแล้วคำเล่าท่ามกลางความเงียบ แต่เมื่อผ่านไปได้ห้าคำ ความเงียบนั้นก็ถูกทำลาย

 

 

“เอาชิ้นนั้น”

 

 

“เอ๋?” ดีโน่อดอุทานอย่างแปลกใจไม่ได้เมื่ออยู่ๆ ฮิบาริก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน และคงเป็นเพราะบนหน้าเขามีแต่ตัวคำถาม เด็กหนุ่มจึงตวัดเสียงพลางพยักเพยิดไปยังชามข้าวต้มในมือเขาเป็นการประกอบคำอธิบาย

 

 

“ไม่เข้าใจหรือไง จะเอาชิ้นนั้น ไม่เอาชิ้นนี้” ฟังดูแล้วก็ยังงงๆ แต่ตอนที่นัยน์เนตรสีอำพันได้เบนไปมองชิ้นปลาบนช้อนสลับกับในชามนั่นเองที่ดีโน่นึกกระจ่างใจ

 

 

... โดนเข้าเสียแล้ว...

 

 

“ได้ๆ”

 

 

แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายจงใจแกล้งให้หัวหมุนเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่ว่าอย่างไร ดีโน่ก็ทำได้เพียง ‘ทบลงบัญชี’ ก่อนจะยอมเปลี่ยนชิ้นปลาที่ไม่ว่าจะอย่างไรมันก็ไม่ต่างกับชิ้นก่อนหน้าให้ตามประสงค์ ไม่ว่าจะตักอะไรส่งให้ ดูเหมือนเจ้าตัวแสบเด็กดื้อของเขาจะหาเรื่องได้ตลอด แต่ถ้านั่นจะทำให้อีกฝ่ายยอมโต้ตอบและดูสนุกอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง ดีโน่ก็นับว่าคุ้มค่าที่ถูกแกล้งเลยทีเดียว

 

 

ถ้าเพียงมันจะเป็นเช่นนั้นจนจบมื้อ... ก็คงจะดี

 

 

“อิ่มแล้ว” ฮิบาริว่าขึ้นมาในที่สุดเมื่อเขาส่งอาหารคำต่อไปให้ เนตรสีอำพันมองปริมาณข้าวที่พร่องลงไปเพียงเล็กน้อยแล้วจึงแย้งขึ้นมา

 

 

“ยังเหลืออีกตั้งเยอะ”

 

 

“พอแล้ว” เด็กหนุ่มยืนยันก่อนจะเอื้อมไปหยิบหนังสือที่อ่านค้างไว้ขึ้นมาเปิดเป็นการตัดบทสนทนา หากแต่ชายหนุ่มผมทองที่เห็นว่าข้าวยังเหลือเกือบครึ่งกลับไม่ยอมแพ้ ค่อยๆ ตะล่อมด้วยไม้อ่อนที่พอจะนึกได้ขึ้นมาก่อน

 

 

“เคียวยะ นายไม่ได้กินอะไรมาตั้งนาน แค่นี้จะไปมีแรงได้ยังไง”

 

 

“ลองให้ผมขย้ำสิ จะได้รู้ว่ามีหรือไม่มี” ฮิบาริว่ามาเช่นนั้นทั้งที่สายตายังไม่ละไปจากหนังสือตรงหน้า ราวกับว่าได้เข้าสู่โลกส่วนตัวไปเสียแล้ว

 

 

... เจ็บคอจะแย่ ยังจะบังคับให้กินอีก...

 

 

ปึก!

 

 

เสียงหน้าหนังสือปิดกระทบเข้าหากันอย่างแรงเมื่อมือแกร่งเอื้อมมาปิดให้พร้อมทั้งกระชากมันออกไปจากมือเรียวโดยไม่ทันตั้งตัว นัยน์เนตรสีนิลตวัดฉับกลับไปยังผู้ก่อเหตุทันที

 

 

ก่อนจะพบเจ้าของนัยน์ตาสีอำพันที่จ้องกลับมาไม่ต่างกัน “นายต้องกินให้หมดนี่นะ”

 

 

“ก็บอกว่า ‘ไม่’ ไง คุณไม่มีสิทธิ์สั่ง จำไม่ได้หรือไง” เด็กหนุ่มว่าอย่างไม่เกรงต่อกระแสคุกคามนั้น แม้ยามที่ดีโน่กดเสียงลงต่ำอย่างคนที่กำลังสะกดอารมณ์ก็ตาม

 

 

“บอกอีกครั้งนะว่านี่คือข้อควรปฏิบัติ นายเป็นคนป่วย ฉันเป็นผู้ดูแลคนป่วย”

 

 

“ผมไม่ได้ป่วย แต่ถ้าอยากให้มันหมดนักล่ะก็...” ฮิบาริว่าพลางยื่นมือออกไปยังข้าวต้มเจ้าปัญหาหมายจะคว่ำชามเสียให้หมด แต่ทว่าอีกฝ่ายก็ดึงเป้าหมายหลบทัน

 

 

ดีโน่ดุทันที “ดื้อจริงๆ นะนายนี่ ทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยนะ”

 

 

“ก็เรื่องของผม ถ้าดื้อนักก็ไม่ต้องรัก ไม่น่ารักก็ไม่ต้องรัก เลิกยุ่งกับผมสักที ผมอยากกลับบ้านแล้ว” เด็กหนุ่มหน้าตึงอย่างไม่สบอารมณ์นัก รู้สึกขัดใจไปเสียทุกอย่าง ทั้งไม่สบายตัว ถูกขัดใจให้โมโห น้อยใจที่ถูกดุ ที่สำคัญคืออยากจะอาละวาดแต่ทำไม่ได้ดั่งใจ

 

 

... น่ารำคาญ...

 

 

“อย่าพูดแบบนั้นอีก เพราะมันไม่มีทาง” ดีโน่ว่าเสียงเรียบแต่หนักแน่นก่อนจะตักข้าวต้มมาจ่อปากอีกรอบ ดวงตาสีอำพันนั้นเต็มไปด้วยการคาดคั้น  “กินซะ”

 

 

“ไม่”

 

 

ฮิบาริสวนกลับมาทันทีที่ถูกสั่ง แต่กระนั้นก็ใช่ว่าจะทำให้ชายหนุ่มร่างสูงตรงหน้าหวาดเกรง เสียงทุ้มกดลงต่ำอย่างคนที่เริ่มจะโมโหขึ้นมาอีกระลอก

 

 

“เคียวยะ!”

 

 

“ฮึ” เจ้าของชื่อสะบัดหน้าหนีอย่างไม่อนาทร

 

 

“ต้องให้ฉันเตือนอีกกี่ครั้งว่าอย่าทำฉันโกรธ” ชายหนุ่มเตือนเสียงเข้มพลางขยับกายเข้าหา

 

 

“ก็บอกว่าพอแล้วไง!” เด็กหนุ่มเริ่มขึ้นเสียงพลางสะบัดมือปัดช้อนที่ยื่นมา แต่เพราะการเคลื่อนไหวนั้นรวดเร็วและอยู่เหนือความคาดหมาย ดีโน่ที่มัวจดจ่อกับการพยายามทำให้อีกฝ่ายยอมทานอาหารจึงพลาดท่า ซ้ำร้ายยังตกใจเสียการทรงตัวจนข้าวต้มที่เหลือคว่ำลงไปทั้งชาม

 

 

“โอ๊ย!!”

 

 

เสียงร้องอย่างตกใจนั้นทำเอาดีโน่ที่ตั้งท่าจะเอาเรื่องต้องผวา เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเจอข้าวต้มที่ยังไม่คลายร้อนหกรดร่างเล็กที่อยู่ใต้เสื้อเชิ้ตบางๆ

 

 

“เคียวยะ ไม่เป็นไรนะ! ร้อนมั้ย?!” ดีโน่รีบสะบัดผ้าห่มออกพลางสำรวจความเสียหายเบื้องต้น สองมือพยายามปัดเศษข้าวต้มออกจากร่างที่เริ่มจะเปลี่ยนสีไปเพราะความร้อน นัยน์เนตรสีอำพันฉายแววกังวลเมื่อเห็นผิวนั้นเริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆ

 

 

ฮิบาริมองท่าทีร้อนรนนั้นด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ก่อนจะรีบเก็บคำพูดที่คิดจะเอาเรื่องในครั้งแรกด้วยการยอมเอ่ยเรียบๆ พลางเสมองออกไปอีกทาง

 

 

“เลอะเทอะ”

 

 

แม้จะตอบไม่ตรงคำถาม แต่พอเห็นอย่างนั้นแล้วก็ทำให้ดีโน่ใจชื้นขึ้น เมื่อความร้อนรนบรรเทาลงจึงถามเสียงอ่อน “ลวกผิวหรือเปล่า”

 

 

“ช่างมันเถอะ” ฮิบาริว่ามาเช่นนั้นพลางขยับกายออกห่างเล็กน้อย

 

 

... จะจับๆ ปัดๆ กันอีกนานมั้ย

 

เดี๋ยวก็อาละวาดซะนี่...

 

 

“นายไปอาบน้ำก่อนนะ เดี๋ยวออกมาทายา แต่อย่าแช่นานนักล่ะ ห้ามอาบน้ำเย็นเกินไปด้วยเดี๋ยวไข้จะกลับเอา... เข้าใจมั้ย”

 

 

ดีโน่ว่าขึ้นมาเมื่อแน่ใจแล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้เป็นอะไรมากนัก ทว่าฮิบาริกลับตอบทันควัน “ไม่เข้าใจ”

 

 

ความดื้อดึงเป็นที่หนึ่งนั้นทำเอาปรอทความอดทนใกล้ถึงคราวแตกดับ ถึงจะอยากล๊อกคอคนตรงหน้ามาปราบเสียให้สิ้นฤทธิ์สักแค่ไหน แต่ก็ทำได้เพียงเอ่ยเสียงอ้อนวอนขอให้เห็นแก่ตัวเองบ้าง

 

 

“เคียวยะ เรื่องนี้ฉันขอเถอะ ดูแลตัวเองหน่อยสิ”

 

 

“ถ้างั้น...” ฮิบาริเอ่ยขึ้นมาพร้อมปรายตามองอีกฝ่ายอย่างพินิจ ก่อนจะหยักยิ้มบางเบาให้ได้เห็น “ไปอาบให้หน่อยสิ”

 

 

“แต่...” เสียงทุ้มหลุดออกมาได้เพียงเท่านั้นก่อนเจ้าของเสียงจะรีบเก็บกลืนคำพูดกลับลงคอไป ดีโน่มองตามหลังคนที่เดินลิ่วเข้าห้องน้ำไปก่อนด้วยอารมณ์ที่ค่อนข้างสับสน

 

 

ก่อนจะเอ่ยปลอบตัวเองอย่างปลงๆ “แต่ยังไง... ฉันก็ต้องทำอยู่ดี”

 

 

... ไม่ใช่ว่าไม่อยากจะทำ

 

แต่ให้ทำอย่างนี้... ฉันก็แย่น่ะสิ!!...

 

 

....................................................................................................

 

 

“แน่ใจนะ” เสียงแหบห้าวถามขึ้นหลังจากได้ข้อมูลที่น่าพึงพอใจมาไว้ในมือ ก่อนจะแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมเมื่อลูกน้องที่กลับมารายงานสำทับด้วยความมั่นใจ

 

 

“ครับ ไม่ผิดตัวแน่ครับ”

 

 

... นี่มันง่ายกว่าที่คิดไว้ซะอีก...

 

 

ร่างสูงใหญ่โคลงหัวเล็กน้อยเมื่ออ่านข้อมูลที่ลูกน้องนำกลับมาอีกรอบ ไม่น่าเชื่อว่าเป้าหมายที่สั่งให้หาจะเป็นคนเดียวกันไปเสียได้

 

 

... หึ ก็ดี จะได้จัดการไปทีเดียว...

 

 

 

“จับตาดูอยู่ห่างๆ ปล่อยให้มันตายใจไปก่อน” เสียงนั้นสั่งอย่างใจเย็น เมื่อข้อมูลนั้นเป็นสิ่งที่น่ายินดีไม่น้อย เรียกได้ว่ายิงทีเดียวได้นกสองตัวเลยก็ว่าได้

 

 

ก๊อกๆ

 

 

พร้อมเสียงเคาะที่ดังพอเป็นพิธี ประตูบานนั้นก็เปิดพรวดออกมาโดยไม่รอคำอนุญาต ดวงตาสีเขียวเข้มตวัดฉับไปยังผู้มาใหม่ทันที

 

 

“เสียมารยาทนะ อูมา”

 

 

“เรื่องด่วน” ชายหนุ่มผิวเข้มที่มองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่ามีเชื้อสายอาหรับ และเพิ่งจะถือวิสาสะก้าวอาดๆ เข้ามาในห้องส่วนตัวนั้นทักด้วยสีหน้าระรื่นขัดกับท่าทางเร่งรีบ ชวนให้สงสัยว่าเรื่องด่วนนั้นเป็นข่าวดีหรือไม่ดีกันแน่

 

 

“คนของฉันแจ้งมาว่าพื้นที่ที่เรากำลังเล็งอยู่นั่นมันมีเจ้าของแล้ว” เจ้าของข่าวด่วนว่าทั้งที่วางท่าทีสบายๆ เดินไปรินน้ำให้ตัวเอง ก่อนจะมานั่งที่ขอบโต๊ะทำงานใหญ่ราวกับไม่รู้สึกถึงรังสีกดดันจากเจ้าของห้องซึ่งรีบเรียบเรียงความคิดก่อนจะแย้งขึ้นมาด้วยดวงตาที่บึ้งตึง

 

 

“ก็ของฮิบาริไม่ใช่หรือไง”

 

 

“ข่าวช้าไปแล้วโคนาลเอ๋ย” ผู้ส่งข่าวว่าเช่นนั้นพลางหัวเราะน้อยๆ ในลำคอ

 

 

ไม่มีเวลาจะจัดการกับมารยาทของคนที่เป็นทั้งเพื่อนและลูกน้อง เจ้าของชื่อ ‘โคนาล’ ก็ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ใหญ่พร้อมตบโต๊ะเสียงดัง “บ้าน่า!! ก็ไหนเจ้าฮิบาริมันว่าขายไม่ได้ เพราะติดพวกชาวบ้านไง!”

 

 

“แต่เป็นไปแล้ว” เจ้าของข่าวว่าพลางส่งยิ้มอารมณ์ดีที่ได้เห็นท่าทางอยู่ไม่สุขของเพื่อน

 

 

แม้ว่าอูมาและโคนาลจะนับเป็นเพื่อนที่รู้จักกันมานาน อีกทั้งยังสนิทและไว้ใจกันได้ แต่นั่นก็เพียงในด้านการทำงาน เพราะคนทั้งคู่ยังห่างไกลคำว่าเพื่อนรักอยู่มากนัก การได้เห็นอีกฝ่ายหัวเสียบ้าง ดูจะเป็นการฆ่าเวลาที่แสนสุขไม่น้อยสำหรับชายหนุ่มชาวอาหรับผู้นี้

 

 

ครั้งนี้โคนาลประมาทไปมาก ที่ดินแปลงที่หมายตาและเพียรพยายามติดต่อขอซื้อจากตระกูลฮิบารินั้น ไม่ว่าจะอย่างไรผู้เป็นเจ้าของก็ไม่ยอมขาย ทางฮิบาริประกาศชัดว่าจะไม่มีวันไล่หรือทำให้ชาวบ้านในแถบที่อยู่บริเวณนั้นต้องเดือดร้อนจากการเปลี่ยนมือเป็นอันขาด

 

 

ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่าทันทีที่โคนาลได้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินผืนนั้น ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงต้องมีอันได้ระเห็จออกไปภายในไม่กี่วันแน่ เหตุที่ต้องผิดหวังพลาดมือไปในครั้งนี้ก็เป็นเพราะโคนาลนั้นมั่นใจว่าอย่างไรที่ดินตรงนั้นก็ต้องเป็นของตนแน่ ในเมื่อฮิบาริไม่คิดขายให้ใคร ทั้งยังไม่เห็นว่าจะมีใครเข้ามาติดต่อขอซื้ออีกนอกจากตน คิดไม่ถึงว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า และผู้ซื้อรายนี้ก็อยู่ใกล้ตัวเสียจนมองไม่เห็น

 

 

... เส้นผมบังภูเขาแท้ๆ...

 

 

“ใคร?” โคนาลถามเสียงต่ำ ฟังก็รู้ว่ากำลังโกรธจัด

 

 

“ลองทายสิ” ชายหนุ่มเจ้าของผิวสีเข้มว่าพลางยิ้มราวกำลังสนุกกับการคาดเดาคำตอบของอีกฝ่าย มันน่าสนุกอยู่ไม่น้อย เพราะไม่เพียงโคนาลจะถูกตัดหน้าชิงพื้นที่นั้นไป แต่การปรับพื้นที่และเตรียมสิ่งปลูกสร้างขึ้นเหนือที่ดินนั้นบ่งบอกว่ามันได้เปลี่ยนมือไปไม่น้อยกว่า 1 เดือนแล้วเป็นแน่

 

 

... ช่างเป็นผู้ล่าแสนประมาท ที่ปล่อยให้เหยื่อหลุดมือไปแบบไม่รู้ตัวเลยทีเดียว...

 

 

มือหนาของคนที่เพิ่งรู้ตัวว่าเดินเกมส์พลาดกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เพราะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าผู้ที่หาญกล้าต่อกรและหักหน้าเขาอย่างหน้าตาเฉยนั้นมีอยู่เพียงผู้เดียว

 

 

... ไอ้ดีโน่ อย่าหวังจะได้มีความสุขเลย...

 

 

โคนาลคำรามอยู่ในใจก่อนจะเอ่ยราวปฎิญาณต่อหน้าลูกน้องในห้อง “เชิญมีความสุขกันซะให้พอ! พวกแกคอยดูนะ ใครที่มันขวางทาง กล้าลองดีกับฉัน มันไม่ได้ตายดีแน่!”

 

 

พลันสายตาก็ตวัดไปเห็นภาพที่ลูกน้องส่งมาให้ เด็กชายผู้เป็นทายาทเพียงคนเดียวของตระกูล เด็กที่เขาคิดจะใช้ต่อรองเจรจา แต่ตอนนี้แม้ตัวเป้าหมายจะคงเดิม แต่จุดประสงค์ของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว

 

 

“ฉันจะทำให้พวกมันจำไปถึงชาติหน้าเลยทีเดียว”

 

 

... เฝ้ากันให้ดีเถอะ ตอนที่ยังมีโอกาสเฝ้าน่ะ...

 

 

 

.............................................................

 

.........................................

 

...................

 

.....

 

 

.

 

 

 

กลิ่นหอมของฟองสบู่กับสัมผัสนุ่มลื่นบนปลายนิ้วไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มชาวอิตาลีสบายใจนัก อันตรายภายนอกจะกล้ำกลายเข้ามาเมื่อใดก็สุดจะรู้ แต่หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ยังมีศึกภายในที่ต้องรับมือ

 

 

... แน่นอนว่าเขาต้องชนะเพียงเท่านั้น...

 

 

ภายในห้องน้ำหรูขนาดไม่เล็กนักนั้นคงจะเงียบเชียบ หากไร้ซึ่งเสียงน้ำในอ่างที่ดังขึ้นเป็นระยะๆ จากการขัดผิวกาย นั่นทำให้ฮิบาริรู้สึกไม่ชอบใจอย่างประหลาด คล้ายกับว่ามีบางสิ่งไม่ควรเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นแล้วการอาบน้ำที่ควรจะน่ารื่นรมย์จึงกลายเป็นความรู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก

 

 

“ทำหน้าเหมือนกินยาขม ไหนว่าอยากจะดูแลไง” เสียงขุ่นๆ ดังขึ้นเบาๆ เมื่อดวงเนตรดำขลับเหลือบเห็นสีหน้าที่ติดจะเคร่งเครียดของอีกฝ่ายเข้าหลายครา ปลายเสียงสะบัดไปเล็กน้อยอย่างขุ่นเคืองโดยไม่ได้ตั้งใจแม้แต่น้อย และนั่นก็ทำให้ชายหนุ่มผมทองเงยหน้าขึ้นมองต้นเสียง เพียงเพื่อจะพบว่า…

 

 

... อา เขาถูกโกรธอีกแล้ว...

 

 

“ขอโทษ” ไม่ต้องให้กล่าวหาว่าผิดเรื่องใด แต่การยอมลงให้ก่อนเสมอดูเหมือนจะติดเป็นนิสัยไปเสียแล้ว ดีโน่คลี่ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบคำถามก่อนหน้า แม้ว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่ได้รอมันก็ตามที

 

 

“อยากสิ ทำไมจะไม่อยากล่ะ”

 

 

“อะไรนะ?”

 

 

ฮิบาริหันกลับมาจ้องอีกฝ่ายเต็มๆ ตาเพื่อยืนยันคำพูด ดวงเนตรสีนิลนั้นมองราวจะทะลุไปถึงข้างในอย่างเอาเรื่อง ที่จริงไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะด้วยเนื้อความที่ได้ยินก็ไม่น่าจะมีปัญหา หากแต่ว่าน้ำเสียงที่ไม่เต็มคำให้ความรู้สึกเสียดายอย่างสุดซึ้งนั้นมันทำให้เขาไม่แน่ใจว่ากำลังพูดเรื่องเดียวกันอยู่หรือไม่

 

 

... อยากอะไร?...

 

 

“ก... ก็อยากจะดูแลนายไง” ดีโน่สวนคำตอบที่ควรพูดขึ้นมาทันทีที่เห็นสีหน้านั้น แม้จะเผยพิรุธไปเป็นกอง แต่ก็อาศัยงานที่กำลังทำหาทางเปลี่ยนเรื่องทันที “เอ่อ... ขอข้างโน้นด้วย”

 

 

ว่าพลางพยักเพยิดไปยังมืออีกข้างเพื่อบอกเป็นนัยว่าขัดแขนอีกข้างเสร็จแล้ว  ฮิบาริมองอีกฝ่ายอย่างคาดโทษก่อนจะส่งมืออีกข้างให้แต่โดยดี ดีโน่ลอบยิ้มอ่อนพร้อมหยัดกายขึ้นนั่งบนขอบอ่างอาบน้ำเพื่อให้ทำงานสะดวกขึ้น ฟองน้ำเนื้อนุ่มชุ่มสบู่เหลวลูบไล้ไปตามเรียวแขนขาว เห็นแล้วก็ให้รู้สึกอิจฉานัก

 

 

... เขาน่าจะเป็นฟองน้ำเสียให้รู้แล้วรู้รอด...

 

 

เสียงน้ำจ๋อมแจ๋มดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของบทสนทนา ฟองสบู่ลื่นมือทำให้การเคลื่อนสัมผัสบนผิวเนียนลื่นเป็นไปโดยสะดวก ดีโน่ถือโอกาสนั้นกดสัมผัสให้หนักขึ้น นวดเฟ้นผ่อนคลายอารมณ์ก่อนจะลอบยิ้มเมื่อสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายทำหน้าสบายลดความตึงเครียดบนใบหน้าลงไปมาก

 

 

“อย่างนี้ดีหรือเปล่า” เสียงทุ้มถามแผ่วเบาราวกับเกรงว่าจะทำลายบรรยากาศดีๆ

 

 

“อืม” ฮิบาริตอบกลับเพียงเสียงในลำคอ ขณะหลับตาพริ้มหนุนขอบอ่างอย่างผ่อนคลาย คล้ายกับว่าในยามนี้ไม่มีสิ่งใดให้หวาดหวั่นนัก กล้ามเนื้อทุกส่วนลดอาการเกร็งลงราวกับวางใจ แม้ไม่อยากจะยอมรับ แต่มีเพียงฮิบาริเท่านั้นที่รู้ดีว่าลึกลงไปในใจนั้น เขาเชื่อว่าดีโน่จะยังรักษาสัญญา และเขาไม่จำเป็นต้องกลัวสิ่งใด

 

 

... ไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าเขายังจะไว้ใจคนๆ นี้ได้

 

หากต้องผิดหวังและเจ็บอีกครั้ง คงเป็นเขาเองที่ผิด ไม่ใช่ใคร...

 

 

คิดถึงตรงนี้คิ้วเรียวก็กระตุกขึ้นเล็กน้อย ดวงตาดำสนิทหรี่มองผู้ที่อยู่ในความคิดเล็กน้อยก่อนจะปิดลง ตัดสินใจสลัดความกังวลในใจทิ้งไปชั่วคราวโดยที่อีกฝ่ายไม่มีโอกาสล่วงรู้ถึงความกังวลนั้น

 

 

เพราะอย่างนั้นเด็กหนุ่มจึงไม่มีโอกาสได้เห็นว่าดวงตาสีอำพันคู่นั้นฉายแววเจ็บปวดเพียงใด เมื่อยามมองเห็นผิวกายขาวที่ปรากฏร่องรอยเขียวช้ำและแดงเป็นจ้ำในบางส่วน ทั้งที่รอบลำคอ ต้นแขน ไล่ไปถึงข้อมือ เหล่านี้ล้วนเกิดจากการบีบกระชากด้วยอารมณ์อยากเอาชนะอย่างสิ้นคิดของเขา โทสะที่ครอบงำทำร้ายคนที่เขารักถึงเพียงนี้ ทำอย่างไรเขาจะอภัยให้ตัวเองได้ลง

 

 

... แล้วเคียวยะจะโกรธสักแค่ไหน

 

แล้วผิวในส่วนอื่นจะมีร่องรอยแบบนี้อีกบ้างหรือเปล่า...

 

  

“เคียวยะ?”

 

 

เสียงทุ้มเผลอเรียกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ดวงเนตรสีรัตติกาลของคนในห้วงคิดนั้นก็ได้เปิดขึ้นมองมายังเขาเสียแล้ว ฮิบาริไม่ได้ว่าอะไรนอกจากเหลือบมองให้รู้ว่ายังไม่หลับ และรอคอยสิ่งที่อีกฝ่ายจะพูดอย่างใจเย็น

 

 

นั่นทำให้ดีโน่ตัดสินใจบอก “ไปล้างตัวเถอะ แช่น้ำนานๆ เดี๋ยวไข้จะกลับนะ”

 

 

“ยังอาบไม่เสร็จเลย” ฮิบาริสวนขึ้นมาทันทีพลางมองหน้าที่ติดจะงุนงงของอีกฝ่าย ไม่ต้องรอให้ดีโน่ถามในสิ่งที่กำลังคิด ฮิบาริก็ยกขาพาดขอบอ่างให้พร้อมคำตอบ “ตรงนี้”

 

 

ราวกับมองไม่เห็นสีหน้าที่ดูจะแตกตื่นเล็กๆ ของดีโน่ ฮิบาริเอ่ยบอกเรียบๆ ราวเป็นเรื่องปกติ “ตั้งแต่กลับจากทะเลก็ได้แต่เช็ดตัว อยากอาบให้ดีๆ น่ะ”

 

 

ถ้อยคำนั้นฟังดูสมเหตุสมผล แต่ผิดสถานการณ์ไปไม่น้อย เป็นอีกครั้งที่อาหารอันโอชะตรงหน้าดูราวจะเป็นอาหารมีพิษ แม้จะดูน่ากินสักเพียงไหน แต่หากได้ลองลิ้มเขาคงขาดใจตาย

 

 

ด้วยเหตุนี้ดีโน่จึงได้แต่ลอบกลืนน้ำลาย แต่ทว่าเหมือนจะไม่อาจเล็ดลอดสายตาอันเฉียบคมของอีกฝ่ายไปได้เมื่อฮิบาริสำทับเรื่องสำคัญลงมา “ถ้าทำมากกว่าคำสั่ง ผมจะไปจากที่นี่นะ”

 

 

ฟังดังนั้นแล้วชายหนุ่มผมทองจึงได้แต่คาดโทษไว้ในใจ ขณะที่เคลื่อนตัวไปยังอีกด้านของอ่างอาบน้ำก่อนจะลงมือทำงานของตัวเอง สิ่งที่ทำให้เขาสะกดอารมณ์หลากหลายที่พลุ่งพล่านได้ในตอนนี้ไม่ได้มีเพียงคำขู่นั้น แต่รอยช้ำที่เกิดจากการกระชากตรงข้อเท้าที่เล็กกว่ากำมือเขานั้นถือเป็นตัวระงับอย่างดีเลยทีเดียว

 

 

ถ้าเพียงแต่เขาจะไม่ต้องเลื่อนสายตาและสัมผัสให้สูงขึ้น

 

 

... เย็นไว้ดีโน่ ขืนรักษาสัญญาครั้งนี้ไว้ไม่ได้ เคียวยะคงไม่มีวันอภัยอีกแน่...

 

 

ชายหนุ่มเตือนตัวเองขณะไล้ฟองน้ำขึ้นไปตามเรียวขา แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายจงใจแกล้ง และเขาก็มีวิธีแกล้งเอาคืน แต่เมื่อคิดจะทำบ้างกลับกลัวใจตัวเองว่าจะถลำลึกเกินกว่าจะถอนตัวขึ้น

 

 

แบบนั้นคงไม่ดี

 

 

... ยุบหนอ พองหนอ ขาหนอ ขาวหนอ ฮึ๋ยยยย

 

พระผู้เป็นเจ้า ต่อไปลูกจะเป็นคนดี จะพยายามห้ามใจตัวเองไม่ให้ใช้กำลังกับเคียวยะอีก

 

เพราะงั้น ขอให้เคียวยะใจอ่อนยอมยกโทษให้ลูกโดยไวด้วยเถิด

 

จะทนไม่ไหวแล้วววว...

 

 

ไม่รู้ว่าเสียงวิงวอนที่เต็มไปด้วยตัณหานั้นจะสามารถส่งไปถึงพระผู้เป็นเจ้าได้หรือไม่ แต่ดีโน่ก็มีสิ่งที่หมายมาดไว้ปลอบประโลมตัวเองอยู่ในที

 

 

... ตกลงปลงใจเมื่อไรจะไม่ให้ลุกไปไหนได้อีกเลย

 

แสบจริงๆ...

 

 

.................................................TBC............................................................

 

 

แฮร่ หายไปนาน แต่เหมือนจะไม่ค่อยคืบหน้าเท่าไร(หรือเปล่า?) เนื้อเรื่องช่วงนี้จะค่อยเป็นค่อยไปค่ะ ขมๆ หวานๆ เปรี้ยวๆ  เน้นความสัมพันธ์ที่กำลัง... พัฒนา (เรียกพัฒนาคงได้มั้ง ฮา #หมายความว่าไง) หลังจากนี้ตัวออริที่สร้างขึ้นก็จะเริ่มมีบทขึ้นมาบ้างแล้ว > <

 

ใจนึงอยากปิดฟิคเร็วๆ แต่อีกใจก็ไม่อยากตัดฉากไหนเลย แผนการดำเนินต่อไป ถึงจะเอ้อระเหยช่วงความสัมพันธ์ตัวละครไปหน่อย (หรือไม่หน่อย?) แต่ก็เป็นส่วนที่อยากเขียนนี่นะ ความสัมพันธ์ระหว่างพี่โน่น้องเคียวอยากเขียนมาก แล้วก็กดดันตัวเองมาก เขียนๆ ลบๆ เพราะไม่ถูกใจตัวเอง กว่าจะเอามาลงได้ (มีเผลอจิ้นจนลืมว่าจะเขียนอะไรด้วย ) แต่ไม่รู้ทำไม พอติดไฟเขียนได้ทีไรยาวสุดหน้าโควต้าอยู่เรื่อย

 

ปล. ตอนหน้าคงรู้ข่าวพระรองแล้วล่ะ (ตกลงเป็นพระรอง?)